|
ชุมชน กทม. ทันสมัย ใช้กฎหมายใหม่
ลดเหล้า ลดความรุนแรง
สุจินดา ข้องม่วง
จะมีใครรู้บ้างว่าในชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ นั้นไม่ได้มีแต่ภาพลบว่าเป็นแหล่งยาเสพติดหรือฉกชิงวิ่งราวอย่างเดียว คนในชุมชนยังมีความรัก สามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน อย่างไรก็ตามพบว่าในชุมชนก็ยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและการชกต่อยทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ ส่วนใหญ่มีปัจจัยกระตุ้นมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดั่งคำที่ว่า “เหล้าเข้าปาก นิสัยก็เปลี่ยน"
มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กระทรวงยุติธรรม และเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คัดเลือกชุมชนต้นแบบในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังคุ้มครองดูแลผู้หญิงและเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงในชุมชน จำนวน 8 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนซอยพระเจน เขตปทุมวัน ชุมชนพุ่มโพธิ์กลาง เขตลาดพร้าว ชุมชนหลังไปรษณีย์สำเหร่ เขตธนบุรี ชุมชนวัดเศวตฉัตร เขตคลองสาน ชุมชนสวนอ้อย เขตคลองเตย ชุมชนมาตานุสรณ์ เขตบางคอแหลม ชุมชนมัสยิดมหานาค เขตป้อมปราบ และเครือข่ายสหกรณ์สามล้อเอื้ออาทรเพื่อคนจนจำกัด เขตบางซื่อ ในที่นี้ขอกล่าวถึงเพียง 2 ชุมชน
ชุมชนวัดเศวตฉัตร ตั้งอยู่บนที่ดินของวัดเศวตฉัตร อยู่ใกล้กับโรงเรียนวัดเศวตฉัตร ประธานและแกนนำชุมชนมีการรณรงค์และทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่อง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยการเดินรณรงค์ การเก็บข้อมูลปริมาณการดื่มในครอบครัวและผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วยการใช้แบบสอบถาม ภายหลังการประมวลผลแบบสอบถามพบว่า เกือบทุกครอบครัวในชุมชนมีการดื่มเหล้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรุนแรงด้านจิตใจที่มีผลกระทบต่อลูกและภรรยา ครอบครัวที่ดื่มส่วนใหญ่มีปัญหารายได้หมดไปกับค่าเหล้า ครอบครัวมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ
ชุมชนมีการรณรงค์ให้ร้านค้าและประชาชนทราบถึงการจำกัดพื้นที่การดื่มและการขายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เช่น วัยรุ่น ลูก ที่เห็นพ่อ แม่ ผู้ใหญ่ดื่มเหล้าและใช้ให้ไปซื้อเหล้าจนเกิดการเลียนแบบพฤติกรรม อยากรู้อยากลอง นอกจากนี้ยังทำงานกับกลุ่มผู้ดื่มให้มีการ ลด ละ เลิกเหล้า เพื่อสุขภาพ ความอบอุ่นและเศรษฐกิจของครอบครัวตนเอง
ปัญหาส่วนใหญ่พบว่า คนในชุมชนยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ตัวนี้ อีกทั้งหน่วยงานที่เป็นผู้ดูแลกฎหมายยังไม่ได้มีการดำเนินการที่จริงจัง โดยในช่วงแรกร้านค้าที่ขายเหล้าในชุมชนยังมีการต่อต้านอยู่บ้าง เพราะเข้าใจผิดว่าจะห้ามขาย แต่เมื่อได้มีการอธิบายถึงข้อกฎหมายจนเข้าใจแล้วร้านค้าส่วนใหญ่ในชุมชนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เช่น ถ้าเด็กมาซื้อเหล้าเจ้าของร้านค้าจะไม่ขายให้และถามว่าใครให้มาซื้อ พร้อมกับบอกเด็กว่า “ให้พ่อมาซื้อเอง เขาห้ามขายให้เด็ก ผิดกฎหมายเดี๋ยวถูกจับ”
ลุงดำรงค์ เภตรา กับหน้าร้านค้าตนเองในชุมชนสวนอ้อย
ด้านล่างชั้นวางของเป็นกระติกน้ำร้อนชมรมสภากาแฟ
ชุมชนสวนอ้อย เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีประชากรอยู่หนาแน่น แออัด ผู้คนที่เข้ามาอาศัยส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ชุมชนมีปัญหายาเสพติด ติดเหล้า การพนัน ทำร้ายกันในครอบครัว และพาผู้หญิงมารุมโทรม
แกนนำชุมชนสวนอ้อย มีความเห็นร่วมกันว่ายาเสพติดเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงและหนักหนามากในชุมชน แม้จะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหานี้ลดน้อยลง เพราะผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอิทธิพล หรือได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลที่มีอิทธิพล ชุมชนสวนอ้อยเป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีส่วนร่วมรณรงค์ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ลุงดำรงค์ เภตรา อายุ 63 ปี แกนนำชุมชนสวนอ้อย เป็นผู้หนึ่งที่เคยดื่มเหล้ามาอย่างโชกโชนกว่า 40 ปี จนเมื่อปี 2551 ป้าประนอม เภตรา ซึ่งเป็นน้องสาวและเป็นแกนนำในโครงการเครือข่ายชุมชน กทม. ลด ละ เลิกเหล้า : ลดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ได้ชวนลุงดำรงค์ไปร่วมกับกิจกรรมกับชุมชนไทยเกรียง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยอ้างว่า “คนไม่ครบ ขอให้ไปแทน” ลุงดำรงค์ก็ไปทั้งที่ยังไม่สร่างเมา เมื่อไปถึงได้ฟังแกนนำของชุมชนไทยเกรียงเล่าประสบการณ์การดื่มเหล้าและการเลิกดื่ม และได้พูดคุยกับภรรยาแกนนำชุมชนไทยเกรียงแต่ละคนว่าเคยมีความหลังที่เจ็บปวด เป็นทุกข์ที่สามีเมาเหล้า ด่าว่า ทำร้ายลูกเมีย แต่ปัจจุบันชีวิตครอบครัวมีความสุข
คืนนั้นเมื่อลุงกลับมาบ้านก็ได้มานอนคิดถึงความหลังที่ยังมีเงิน แต่ดื่มเหล้าหนักจนไม่มีเหลือมาให้ลูกและภรรยา คิดทบทวนว่าที่ผ่านมาเคยทำความดีอะไรบ้าง ลูกจะทำตามอย่างพฤติกรรมที่ไม่ดีของตนบ้างหรือเปล่า หากตนยังดื่มอยู่จะไปสั่งสอนหรือเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้อย่างไร ในเมื่อแกนนำไทยเกรียงทำได้ ตนเองก็ต้องทำได้ “เราก็เหมือนเขา แล้วทำไมเราจะเลิกดื่มเหล้าไม่ได้”
ลุงให้สัญญากับลูก ภรรยา และป้าประนอมว่าจะไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับเหล้าอีก ป้าประนอมก็คอยชักชวนลุงเข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายของมูลนิธิเพื่อนหญิง ลุงบอกว่าแรงผลักดันหนึ่งที่ลุงต้องเอาชนะให้ได้คือคำพูดของภรรยาในช่วงแรกที่ว่า “หมาเคยกินขี้ มันอดไม่ได้หรอก เดี๋ยวก็กลับไปเป็นอย่างเก่า” เมื่อเลิกได้ระยะหนึ่งภรรยาและลูกก็หันมาเอาใส่ดูแล อยากรับประทานอะไรก็หามาให้ และคอยเป็นกำลังใจที่สำคัญเรื่อยมา
ลุงดำรงค์ได้เปลี่ยนหน้าร้านค้าของตนจากวงเหล้ามาเป็นชมรมกาแฟ ซึ่งลุงได้แนวคิดจากชุมชนที่ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ที่ลุงได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนพูดคุย ที่สำคัญบริเวณหน้าร้านค้าของลุงยังมีป้าย “ร้านนี้ไม่ขายเหล้าและบุหรี่” อีกด้วย
ปัจจุบัน แกนนำชุมชนทั้ง 2 แห่ง ยังเดินหน้าต่อไปที่จะนำ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มาก่อให้เกิดผลปฏิบัติจริงเพื่อความสงบสุขของชุมชน.
|